posted on 16 May 2010 02:17 by alchemistkim
ลองนั่งคิดดูแล้วก็ไม่อยากเชื่อตัวเองว่าผมเรียนภาษาเยอรมันที่นี่ได้ 6 เืดือนแล้ว โห.... ไวเหมือนโกหกตั้งแต่เดือนพฤกษจิกายนปีที่แล้วอะนะ ละที่สำคัญคือไม่ได้เข้ามาเขียนบล็อคนานมาก
ไม่ใช่อะไรหรอกครับ เพียงแต่กว่าจะเชื่อมต่อเข้า exteen จากที่นี่ได้ต้องขันติพอควร เหอะๆ ไหนๆวันนี้เข้ามาละก็เลยเขียนซักหน่อยดีกว่าครับ ผมก็ประเมินตัวเองเล่นๆว่านอกจากเรียนภาษาเยอรมันแล้วเราได้อะไรมากกว่านั้นหว่า
1. เพื่อน แน่นอนครับการอยู่โรงเรียนภาษาเราต้องเจอเพื่อนต่างชาติที่มาร่วมเรียนกับเรา(นอกจากคนเยอรมัน) ซึ่งตอนนี้มีทั่วโลกละมั้ง ไม่ดิ ขาดทวีปแอนตาร์คติก้าไปทวีปนึง
2. คำจากภาษาต่างๆ ซึ่งตรงนี้เป็นผลพลอยได้มาจากการมีเพื่อนหลายๆชาตินี่เอง แต่พวกคำต่างภาษาที่ผมได้เรียนรู้จากพวกเค้า(นอกจากภาษาอังกฤษกับเยอรมัน)ก็ถือว่าเป็นความรู้ใหม่เหมือนกันแหละคร้าบ จำได้ไม่กี่คำหรอกครับ เช่น
| Bonjour (French) | Hello |
| Ola kala (Greek) | How do you do? |
| Jeg heter "Kim" (Norwegian) | My name is "Kim" |
| Buon appetito! (Italian) | enjoy your meal! |
| sabroso (Spanish) | very tasty |
| Kobie wa tsukii detsu ka? (Japanish) | Do you like coffee? |
| pristi stanice "Florenc", prestup na linku B (Czech) | next station "Florenc", interchange to Line B |
| Puan-puan dan Tuan-tuan (Malay) | ladies and gentlemen |
อาจจะมีเขียนผิดบ้างขออภัยนะคร้าบ เนื่องจากไม่เคยเขียน(แบบว่าฟังจากเพื่อนเป็นหลัก)
3. ประสบการณ์การใช้ชีวิตต่างแดน อันนี้แน่นอนหละปกติอยู่กับพ่อแม่มาตลอด พอได้ใช้ชีวิตคนเดียวบ้างหละ โห... จะบอกว่าความคิดถึงบ้านถูกแทนที่ด้วยอิสรภาพเลยแหละครับ 555
4. ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ในเมื่อไม่มีพ่อแม่มาช่วยเหลือเราแล้วเราก็ต้องจัดการเองทุกอย่างหละ ทั้งเรื่องต่อวีซ่า เปิดบัญชีธนาคาร ฯลฯ และแน่นอนผมต้องพูดภาษาเยอรมัน (บังคับตัวเองอะนะ มาเรียนภาษาทั้งทีจะพูดอังกฤษก็กะไร - -)
5. สามารถเดาภาษาที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษหรือเยอรมันได้ อันนี้เป็นผลพลอยได้ซึ่งผมรู้ตัวก็ตอนไปเที่ยวนี่แหละครับ ผมเดาภาษาดัชต์กับเบลเยียมออกอย่างไม่อยากเชื่อตัวเอง แต่ว่าเฉพาะการอ่านนะครับ การฟังกับพูดนี่โง่เลย 555
ก็อาจจะได้อะไรมากกว่านี้แต่ตอนนี้คิดออกแค่นี้แหละครับ แฮ่ๆ
| | |
| | | | |
posted on 08 Sep 2009 23:59 by alchemistkim
“อ้า... กุญแจซอลอันนี้เขียนได้สวยดีนะ” ครูเจี๊ยบพูดขึ้นตอนผมส่งสมุดคัดโน้ตไปให้ดูพร้อมกับให้ดาว 4 ดวง (เหมือนเป็นอะไรที่นิยมมากสำหรับคุณครูทั้งหลาย 555)
“คิมอยากได้สติ๊กเกอร์อันไหน ให้เลือก”แล้วครูเจี๊ยบก็เอาสติ๊กเกอร์มาล่อผมผมก็เลือกมาอันนึงครูเจี๊ยบก็แปะเข้าที่การบ้านผมนั่นแหละ
“อ่ะ วันนี้ครูจะสอนเรื่องจังหวะนะคะ” – อืม...เอาละจังหวะ หุหุ
“อันนี้คือโน้ตตัวดำนะคะ มีค่าเท่ากับ 1 จังหวะอะไหนตบมือตามครูนะ” - - แปะ
“แปะ” เสียงนักเรียนและบรรดาป่าป๊าหม่าม๊าตบมือ
“อันนี้คือโน้ตตัวขาวนะคะ มีค่าเท่ากับ 2 จังหวะ” ครูเจี๊ยบอธิบาย “อะตบมือแล้วร้องตามครูนะคะ” – แปะ “อ้า อั้น” (ตบมือ แปะ พร้อมกับร้องคำว่า “อ้า”)
“(แปะ) อ้า-อั้น” นักเรียนและบรรดาผู้ปกครองทำพร้อมกัน
“อะ ต่อไปครูจะให้ลองปรบมือตามโน้ตที่เขียนนะคะ” แล้วครูเจี๊ยบก็เขียนโน้ตขึ้นมา bar นึง
โน้ตตัวดำ 2 ตัว โน้ตตัวขาว 1 ตัว
“ตบตามครูนะคะ –แปะ แปะ อ้า-อั้น” ครูเจี๊ยบนำทีม
“แปะ แปะ อ้า-อั้น”
“ดีมากค่ะ ต่อไปโน้ตตัวกลมนะคะ มีค่า 4 จังหวะตบมือแล้วร้องตามครูนะคะ” ครูเจี๊ยบอธิบายอีก “(แปะ)ต่า-อ้า-อ้า-อั้น” (ตบมือ แปะ พร้อมกับร้องคำว่า “ต่า”)
“(แปะ) ต่า-อ้า-อ้า-อั้น”นักเรียนกับพ่อแม่ทั้งหลายปฏิบัติตามกันต่อไป หุหุ
อืม... JMC เค้าสอนเรื่องจังหวะแบบนี้นี่เอง 555
posted on 24 Aug 2009 22:55 by alchemistkim
วันก่อนอยู่ๆก็นึกถึงชีวิตสมัยเด็กตอนโดนจับเรียนเปียโนขึ้นมาซะงั้นเหอๆ
ผมจำได้ว่าตอนนั้นผมประมาณ 5 ขวบได้ (ก็คงจะอนุบาล 3 อะนะ กี่ปีละวะนั่น 555) หม่าม้าพาไปโรงเรียนสีเขียวๆย่านพัฒนาการ(ตอนนี้ไม่รู้ย้ายไปไหนละ) เพื่อที่จะพาผมไปทดลอง(ดูคน)เรียนเปียโนผมจำไม่ได้ว่าตอนนั้นกี่โมงแต่ผมกับแม่ขึ้นไปที่ห้องเรียนชั้นลอย ห้องนั้นเป็นห้องที่สอนหลักสูตรJMC ครับ เราก็เข้าไปในห้องเรียนซึ่งตอนนั้นมีนักเรียนประมาณ 7-8 คนมั้ง ซึ่งไม่เยอะเลยเราก็ไปนั่งที่เปียโนไฟฟ้าตัวนึงซึ่งว่างอยู่
ครูที่สอนชื่อครูเจี๊ยบครับผมจำได้ว่าตอนนั้นผมก็ไม่ได้สนใจอะไรมากมาย นั่งลอยๆนั่งกระดิก teen บ้างฟังครูบ้างตามประสาเด็กไฮเปอร์ 555 แต่จำได้ว่ามีช็อตนึงครูเจี๊ยบยกมือขวาขึ้นมาเหนือเปียโนเหมือนยกมือสาบานแต่กางนิ้วออกจากนั้นก็กระดิกนิ้วเสมือนกับว่ากดเปียโนในอากาศเพื่อให้เราจำนิ้วครับจำว่านิ้วไหนเล่นโน้ตตัวไหน ซึ่งตอนที่ครูเจี๊ยบกระดิกนิ้วมือขวามือซ้ายก็จะเล่นเปียโนเสียงนั้นๆครับ (เช่น กระดิกนิ้วโป้งมือขวาเค้าก็จะเล่นเสียง โด (middle C) ให้เราฟัง)
แน่นอนช็อตนั้นผมสนใจเพราะแม่ผมทำให้สนใจครับ "เฮ่อ เฮ่อ ดูดิๆ กดนิ้วละมีเสียงด้วย"
หลังจากที่ทดลองดูการเรียนการสอนแล้วหม่าม้าก็พาผมลงมาที่ข้างล่าง
แม่ก็ถามว่า "คิมชอบมั้ย"
ไม่ว่าผมจะตอบว่า "ชอบ"หรือ "ไม่" หรือ "อี๊" หรือ "เหอะ" หรือไรก็ตามแต่ก็คงรู้นะครับว่า
ค่าเท่ากัน - -" 555
ผ่านไปกี่วันผมจำไม่ได้จำได้แค่เพียงว่าวันนั้นมันคือวันเสาร์ช่วงสายๆครับหม่าม้าพาผมมาโรงเรียนเขียวๆนี่อีกครั้ง
ผมไปที่เค้าเตอร์ซึ่งด้านหลังจำได้ว่ามีตู้เย็นสีแดงๆของน้ำอัดลมยี่ห้อหนึ่งบนตู้เย็นก็จะมีขนมเอาไว้ขายเพียบ ด้านข้าง(ติดกำแพง)มีตู้ขายหนังสือเรียนจำได้ว่าเค้าแจกกล่องแข็งๆสีแดงๆให้กล่องนึง ข้างในประกอบด้วยหนังสือสีขาวๆ 1 เล่มเป็นรูปคนเป่าแตรตีกลองบนรถม้า สมุดสีเขียวๆ 1 เล่ม สำหรับคัดโน้ต(สมุดบรรทัด 5 เส้นนั่นแหละ) กระดานแม่เหล็ก 1 อันพร้อมแม่เหล็กเล็กๆสีสวย สมุดสะสมสติ๊กเกอร์เล่มเล็กๆ 1 เล่มสำหรับบันทึกเวลาเข้าเรียน(มั้ง หรือไว้หลอกเด็กนี่แหละผมก็จำไม่ได้ละ555) เมื่อรับอุปกรณ์เรียบร้อยก็เดินขึ้นไปชั้นลอยกับหม่าม้าโลด
ครูที่สอนผมก็ยังคงเป็นครูเจี๊ยบนั่นแหละครับผมจำได้ว่าตอนเรียน JMC นี่เป็นอะไรที่แบบว่า ทั้งตบมือ ทั้งออกไปล้อมวงรอบเปียโนเพื่อร้องเพลงจำได้ว่าล้อมวงร้องเพลงแบ่งฝั่งชายหญิงด้วยนะละก็จำได้ว่าวันแรกผมก็ไม่รู้อะไปยืนฝั่งผู้หญิงเฉยเลย ร้องไปได้เพลงนึงมั้ง (กุ๊กกูกุ๊กกู กุ๊กกูร้องเพลง เดินตามฟังเสียงมัน เดินไปอยู่ใกล้มัุน กุ๊กกู กุ๊กกู ... อะไรนี่แหละจำไม่ได้ละ)ครูเจี๊ยบถึงเห็นว่า "เอ๊า...ผู้ชายมาอยู่นี่ได้ไง ฝั่งนี้ๆๆ" กรรม...ก็ผมไม่รู้นิค้าบคู555
เฮ้อ...วันเก่าๆจริงๆมีอีกนะแต่ไว้ว่างๆจะมาอัพละกันครับ
อ้อๆๆ หนังสือเล่มขาวๆรูปคนเป่าแตรตีกลองบนรถม้ามีชื่อว่า Primary Estrellita 1 ครับ มีใครใช้เล่มนี้เหมือนผมปะเอ่ย